Blog

phanupon-p.blogspot.com
ภาณุภณ พสุชัยสกุล
  1.  Alibaba เคยเป็นลูกรักของรัฐบาลจีน ประคับประคองจนกระทั้งขึ้นมาเป็น บริษัทที่มีขนาดใหญ่ ที่บอกว่ารัฐบาลช่วยเหลือกันมาไม่ผิดหรอกครับ เพราะสมัยแรกๆ รัฐบาลส่งเสริมการขายด้วยค่าส่งสินค้าฟรี เลยทำให้มีผู้ค้าไปเปิดบัญชีขายสินค้า นอกจากจะมีขายปลีกยังมีขายส่งจากโรงงานอีกด้วยที่ได้รับความนิยม

    ประเทศไทยเกี่ยวข้องกับ Alibaba ก็ตรงที่เข้ามาซื้อกิจการ LAZADA ก็ถือว่าส้มหล่น Lazada เพราะก่อนหน้านั้นก็ขาดทุนต่อเนื่อง เพราะน่าจะมาก่อนเวลาที่คนไทยจะลุกขึ้นมาซื้อสินค้าในรูปแบบออนไลน์

    กลับไปที่จีน รัฐบาลของเขาไม่ยอมให้ บริษัท เทคโนโลยี จากอเมริกาเข้าไปทำมาหากินได้เลย เช่น Amazon Facebook Microsoft Google ถือได้ว่า Alibaba เองนั้นก็ได้รับประโยชน์ไปเต็มๆ

    การที่อาลีบาบาถูกปรับในครั้งนี้ถือว่าเป็นความเคลื่อนไหวของหน่วยงานกำกับดูแลการตลาดของจีน ในการรณรงค์เพื่อที่จะควบคุมและดูแลบริษัทอินเทอร์เน็ตอย่างเข้มงวด บทลงโทษที่บังคับใช้กับอาลีบาบา ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทเอกชนที่มีมูลค่า มากลำดับต้นๆของจีน และเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรธุรกิจของแจ็คหม่า ( Jack Ma ) ซึ่งเป็นผู้ประกอบการที่มีชื่อเสียงและมีความเคลื่อนไหวนอกประเทศจีน การเคลื่อนไหวครั้งนี้ของรัฐบาลจีนก็ถือเป็นการรณรงค์ให้คุมเข้มและกำกับดูแลบริษัทบิ๊กเทคโนโลยีทั้งหลาย ในจีนด้วย พูดง่ายๆเชือดไก่ให้ลิงดู

    หน่วยงานกำกับดูแลการตลาดของจีน เริ่มเคลื่อนไหวตั้งแต่เดือนธันวาคมที่ผ่านมาด้วยการเข้าตรวจสอบว่ามีการละเมิดกฎหมายต่อต้านการผูกขาดของประเทศหรือไม่ โดยการที่ ป้องกันไม่ให้พ่อค้านำสินค้าไปขายกับแพลตฟอร์มอื่น ดังนั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการพิสูจน์ว่า อาลีบาบานั้นทำผิดในเงื่อนไขอันนี้จริง

    รัฐบาลจีน กล่าวว่าสิ่งที่ สิ่งที่อาลีบาบา ทำเป็นการขัดขวางการแข่งขันในการค้าปลีกออนไลน์ส่งผลกระทบในทางเศรษฐกิจ จากช่องทางอินเทอร์เน็ตและส่งผลร้าย ต่อผลประโยชน์ของผู้บริโภค

    ค่าปรับ ที่ Alibaba เสียในครั้งนี้ คิดเป็น 10 เปอร์เซ็นต์ของยอดขายในประเทศของ Alibaba ที่บริษัทรายงานผลกำไรในปี 2562 ที่มากกว่า 12 พันล้านดอลลาร์ หรือเป็นยอดขายในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปี 2563 แค่นั้นเอง

    แต่เหตุการณ์ครั้งนี้อาลีบาบาก็แถลงการยอมรับ การปรับด้วยความจริงใจและจะเสริมสร้างระบบภายในเพื่อตอบสนองความรับผิดชอบต่อสังคมให้ดีขึ้น

    จีนเริ่มสอบสวนข้อเท็จจริงเมื่อปีที่แล้ว กับเหตุการณ์ในครั้งนี้ คณะกรรมการควบคุม ตลาดของจีนได้เสนอให้ปรับปรุงกฎหมายต่อต้านการผูกขาด ด้วยบทบัญญัติใหม่สำหรับแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ตขนาดใหญ่ ดังนั้นในเดือนพฤศจิกายนเจ้าหน้าที่จึงได้หยุด แผน ของแอลกรุ๊ปในการเข้าตลาดของ Alibaba ant Group คือบริษัทที่มุ่งเน้นในเรื่องของการเงิน

    กลับมาดูในประเทศไทย ดูเหมือนว่าการควบรวมกิจการของตลาดค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่ ยักษ์ใหญ่ สอง แห่งนั้น ได้ทำการควบรวมไปแล้ว คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าของไทย ถึงได้เริ่มมีการเข้ามาควบคุมเนื่องจากกระแส สังคมกล่าวว่าเหตุการณ์ในครั้งนั้นอาจจะทำให้เกิดการผูกขาดในตลาด

    เมื่อตามกลับไปเช็คข่าวก็พบว่าเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2556 4 เลขาธิการคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า ก็ได้เปิดเผยว่า คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค) ได้กำหนดเงื่อนไขประกอบการอนุญาตรวมธุรกิจค้าปลีกของกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ ได้กำกับดูแลให้บริษัท ในตลาดค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่ ให้ปฏิบัติตามเงื่อนไข ที่กำหนดหลังจากควบรวมกิจการอย่างเคร่งครัดและได้กำหนดแนวทางการตรวจสอบและติดตามผลการปฏิบัติตามเงื่อนไขเพื่อกำกับดูแลให้มีการแข่งขันทางการค้าในตลาดค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างเสรีและเป็นธรรม โดยให้รายงานผลประกอบการธุรกิจตามเงื่อนไขที่กำหนดในวันที่ 1 เมษายน 2564 และรายงานผลเป็นประจำทุก 3 เดือนเพื่อให้กขสามารถติดตามและตรวจสอบการประกอบธุรกิจได้อย่างเข้มงวด

    (ข้อความต่อไปนี้ดัดแปลงเอาชื่อบริษัทออกไป อ้างอิงมาจาก มติชน https://www.matichon.co.th/news-monitor/news_2620573)

    1. ให้มีหนังสือ รับรองว่าจะไม่ร่วมธุรกิจกับผู้ประกอบการธุรกิจรายอื่นในตลาดค้าปลีกค้าส่งเป็นระยะเวลา 3 ปี และในกรณีที่มีการซื้อหุ้นหรือซื้อทรัพย์สินของผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกค้าส่งรายอื่นที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์หรือผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกค้าส่งทั่วไปแต่การซื้อหุ้นคือทรัพย์สินไม่เข้าหลักเกณฑ์การรวมธุรกิจจะต้องรายงานให้ กขค. ทราบภายใน 15 วัน

    2. ให้แจ้งแผนการเพิ่มสัดส่วนของยอดขายสินค้าที่มาจากผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ได้แก่กลุ่มสินค้าเกษตรสินค้าเกษตรชุมชนสินค้าชุมชนสินค้าวิสาหกิจชุมชนหรือผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นและกลุ่มสินค้าอื่นๆโดยให้เพิ่มยอดขายจากปี 2563 ในอัตราไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ต่อปี เป็นระยะเวลา 5 ปีและให้รายงานผลการดำเนินการภายในไตรมาสแรกของทุกปี

    3. ให้กลุ่มบริษัทต่างๆ มีหนังสือรอรับรองว่าจะไม่ใช้ข้อมูลร่วมกันหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการตลาดที่เกี่ยวข้องกับผู้ผลิตและผู้จำหน่ายสินค้าหรือวัตถุดิบโดยให้ถือว่าเป็นความลับทางการค้า

    4. ให้บริษัทผู้ขายกิจการ ดำเนินการโครงไว้ตามเงื่อนไขของสัญญาและข้อตกลงกับผู้จัดจำหน่ายสินค้าหรือวัตถุดิบรายเดิมที่ได้มีการทำสัญญาหรือข้อตกลงไว้แล้วก่อนการรวมธุรกิจเป็นระยะเวลา 2 ปีเว้นแต่การเปลี่ยนแปลงที่เป็นคุณหรือประโยชน์ต่อผู้ผลิตและผู้จำหน่ายสินค้าหรือวัตถุดิบและจะต้องได้รับการยินยอมจากผู้ผลิตและผู้จำหน่ายสินค้าหรือวัตถุดิบนั้นๆและรายงานผลการดำเนินการทุก 3 เดือน

    5. ให้ทั้ง 2 บริษัทที่ทำการควบรวมกำหนดระยะเวลาการให้สินเชื่อทางการค้า แก่ผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมโดยกลุ่มสินค้าเกษตรสินค้าชุมชนสินค้า OTOP ไม่เกิน 30 วันและกลุ่มสินค้าอื่นๆไม่เกิน 45 วันเป็นระยะเวลา 3 ปีกรณีข้อกำหนดระยะเวลาการให้สินเชื่อเดิมน้อยกว่าให้ใช้ข้อกำหนดระยะเวลาการให้สินเชื่อเดิมโดยให้รายงานผลการให้สินเชื่อทางการค้าของ SME ทุกรายในวันที่ 1 เมษายน 2564 และให้รายงานผลการดำเนินการเป็นประจำทุก 3 เดือน

    6. ให้ทั้ง 2 บริษัทที่ควบรวมกิจการรายงานผลการประกอบธุรกิจใด้แก่ข้อมูลสาขาและการขยายสาขาหรือยกเลิกสาขาทุกจังหวัด ทั่วประเทศในวันที่ 1 เมษายน 2564 และรายงานผลการขยายสาขาหรือยกเลิกสาขารวมทั้งรายงานยอดขายสินค้าจำแนกตามหมวดสินค้าเป็นประจำทุก 6 เดือน

    7. ให้กลุ่มบริษัทต่างๆ กำหนดมาตรฐานในการปฏิบัติทางการค้าที่ดีและเผยแพร่ต่อสาธารณชนในวันที่ 1 เมษายน 2564 และให้ถือปฏิบัติตามมาตรฐานดังกล่าวรวมทั้งต้องปฏิบัติตามประกาศคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าเรื่องแนวทางการพิจารณาทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมระหว่างผู้ประกอบการธุรกิจค้าส่งค้าปลีกกับผู้ผลิตหรือผู้จำหน่าย 2562

    ความเห็นส่วนตัว ตั้งข้อสังเกตว่าการที่ (กขค) ออกมาเคลื่อนไหวหลังจากที่การควบรวมกิจการนั้นเกิดขึ้นไปแล้ว จะสามารถกำกับดูแลได้ ขนาดไหน เจ็ดข้อที่ออกมา มียะเวลาเงื่อนไข น้อยไป เช่นจะไม่มีการควบรวมกันอีกเป็นเวลา 3 ปี แต่ก็ยังสามารถทยอยซื้อหุ้นได้ เป็นต้น

    ปัจจุบันการขายสินค้าออนไลน์ในประเทศไทยยังไม่พบเงื่อนไข การผูกขาด แต่ในโลกของการขายสิ่งพิมพ์แบบนิตยสาร มีการห้ามจัดจำหน่ายกับบริษัทกระจายสินค้ารายอื่นถ้าทำสัญญากับรายใดรายหนึ่ง สาเหตุน่าจะเกิดจากการเก็บคืนหนังสือหลังจากหมดเวลา หากเล่มเดียวกันมีผู้จัดจำหลายแห่งร้านค้าก็จะส่งคืนไม่ถูก เช่นเดียวกัน เมื่อสิบกว่าปีก่อน การฝากขาย e-book ของผู้ให้บริการบางรายก็มีการผูกขาด ว่าขายกับแอปนี้แล้ว ห้ามไปขายกับแอปอื่น แต่ปัจจุบันเรื่องดังกล่าวได้หมดไปแล้ว

    อ้างอิง
    https://otcc.or.th/trade-competition-act-b-e-2560/

  2. จากการที่มีคดี ที่เกี่ยวข้องกับการโฆษณาเกินจริงเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และตอนนี้กัญชาก็กำลังเป็นที่นิยม จึงทำให้ คณะกรรมการอาหารและยา ได้ออกประกาศหลักเกณฑ์การโฆษณาอาหาร พ. ศ. 2564 เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2564 เพื่อให้มีความชัดเจนและเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ของพระราชบัญญัติอาหารปี 2522 ห้ามมิให้ผู้ใดโฆษณาคุณประโยชน์ คุณภาพหรือสรรพคุณของอาหาร อันเป็นเท็จหรือเป็นการหลอกลวงให้เกิดความหลงเชื่อ

    ปัจจุบันเราจะพบว่า การโฆษณาในสถานีโทรทัศน์นั้นมี ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ผลิตภัณฑ์ทางยา รวมถึงพระเครื่อง เข้ามาโฆษณาในฟรีทีวีและทีวีดิจิทัลมากขึ้น ก็เนื่องจากว่าปัจจุบันเม็ดเงินโฆษณาไปอยู่บนออนไลน์ จึงทำให้ ค่าโฆษณา ทางช่องทางทีวีนั้นถูกลง จากสมัยก่อนนาทีละ 300,000 - 500,000 บาท แต่ปัจจุบันบางเวลาเหลือนาทีละ 50,000 จึงทำให้เราเห็นทีวีดิจิทัล ไม่ต่างกับทีวีดาวเทียม

    ถ้าจะตีความกฎหมายฉบับนี้แล้วว่าเกี่ยวข้องกับการโฆษณาผ่านทางอินเทอร์เน็ตหรือไม่ผมก็ขอตีความตามความเข้าใจดังนี้นะครับ ผู้ใดประสงค์จะโฆษณาคุณประโยชน์ คุณภาพหรือสรรพคุณของอาหารทางวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์ทางฉายภาพภาพยนตร์ หรือทางหนังสือพิมพ์ หรือสิ่งพิมพ์อื่น หรือด้วยวิธีการอื่นใดเพื่อประโยชน์ในทางการค้า

    มาสะดุดตรงตอนท้ายของข้อความก็คือ "หรือด้วยวิธีการอื่นใดเพื่อประโยชน์ในทางการค้า" ซึ่งตรงนี้มองว่าเกี่ยวข้องกับการโฆษณาทางช่องทางอินเทอร์เน็ตโดยตรง การโฆษณาผ่านทางอินเทอร์เน็ตนั้นได้ทั้งภาพและเสียง หรือจะเป็นภาพอย่างเดียว หรือเสียงอย่างเดียวก็ตรงกับความหมายของสื่อโฆษณาที่ทาง อย. กำหนด

    ต่อไปนี้โฆษณาต่างๆ นั้นจะต้องผ่านการตรวจได้รับอนุญาต ในการโฆษณา ก่อนที่จะถูกนำไปใช้ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ต้องทำแบบนั้นเช่นเดียวกันเพียงแต่ว่า ในประกาศฉบับปัจจุบันนี้ อ่านแล้วมาสะดุดตรงบัญชีแนบท้ายหมายเลข 1 ซึ่งจะมีคำไม่อนุญาตในการโฆษณาคุณภาพ คุณประโยชน์ หรือสรรพคุณทางอาหาร เช่น คำว่า


    ศักดิ์สิทธิ์ มหัศจรรย์ ปาฏิหาริย์ วิเศษ เลิศที่สุด ดีเลิศ ชนะเลิศ ชั้นเลิศ เลิศ ล้ำเลิศ เลิศล้ำ ยอด ยอดเยี่ยม ยอดไปเลย เยี่ยมยอด เยี่ยมไปเลย สุดยอด ที่หนึ่ง หนึ่งเดียว ที่หนึ่งเลย ที่สุด  ดีที่สุด ดีเด็ด สูงสุด เด็ดขาด หายห่วง หายขาด หมดกังวล  สุดเหวี่ยง ไม่มีผลข้างเคียง ไร้ผลข้างเคียง อย. รับรอง ปลอดภัย  เห็นผลเร็ว

    ผมอานมาถึงตรงคำที่ไม่อนุญาต ในประโยคแรก ศักดิ์สิทธิ์ มหัศจรรย์ ปาฏิหาริย์ วิเศษ อันนี้น่าจะเป็นเรื่องของพระเครื่องหรือเปล่าครับ ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับคุณภาพ คุณประโยชน์ในการโฆษณาของอาหารแน่ๆ แต่ประกาศฉบับนี้ เป็นเรื่องของอาหารและยาก็คงเป็นเรื่องของอาหารและยาล่ะครับ

    ข้อความที่สื่อแสดงสรรพคุณอันทำให้เข้าใจว่าสามารถบำบัดบรรเทารักษาป้องกันโรคหรืออาการของโรคหรือความเจ็บป่วย เช่น

    ลดคอเลสเตอรอล  ลดความดันโลหิต  ลดไขมันในเส้นเลือด  ลดระดับน้ำตาลในเลือด ป้องกันโรคหัวใจ โรคมะเร็ง  เนื้องอก โรคเบาหวาน  หลอดเลือดแข็งตัว ภูมิแพ้  หอบหืด บรรเทาอาการปวดหัว  ไมเกรน อาการขาบวม และ เส้นเลือดขอด

    จริงๆ แล้วยังมีข้อห้ามอีกเยอะมากให้เพื่อนๆ ลองอ่านประกาศดูก่อน โดยเฉพาะข้อ 2.2 2.3 ในมุมมองผม เป็นเรื่องเกี่ยวสมรรถภาพทางเพศและสรีระที่ต้องประสงค์ ผลกระทบจากประกาศครั้งนี้ ทำให้ผู้ที่จะต้องโฆษณา และมีตัวแทนขายสินค้าทางอินเทอร์เน็ต จะต้องพบกับความท้าทายมากขึ้น เนื่องจากว่าส่วนใหญ่แล้วข้อความรูปภาพและเสียงที่อยู่ในทางอินเทอร์เน็ต อาจจะไม่เคยได้ขออนุญาตมาก่อน หรือถ้าหากมีการขออนุญาต ทางเจ้าของผลิตภัณฑ์ คงจะต้องควบคุมตัวแทนจำหน่ายในการที่โฆษณามากขึ้น

    ผลกระทบกับผู้ค้าขายออนไลน์

    หากจะต้องมีการควบคุมการโฆษณา จะเป็นเรื่องท้าทายมากสำหรับการควบคุมตัวแทนจำหน่าย หรือผู้ค้ารายย่อยที่ขายกันอยู่ในอินเทอร์เน็ต จะต้องระมัดระวังในการใช้ข้อความต่างๆ เหล่านี้ด้วย หลังจากที่เรื่องนี้ ถูกประกาศออกมาใช้งานก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากผู้ที่ขายของออนไลน์ ผู้ที่ต้องไลฟ์ขายสินค้าเหล่านี้ ต้องมีการระมัดระวังในคำพูดมากขึ้น ผู้ผลิตรายใหม่ที่เพิ่งจะออกสินค้ามา จะต้องทบทวนข้อความ คำโฆษณา

    บริษัทผู้ผลิตจะมีการห้ามไม่ให้ ตัวแทนจำหน่าย โพสต์ขายสินค้าโดยใช้ข้อความของตัวเองหรือจะต้องเข้ามากำกับให้เป็นรายบุคคลไป เพื่อป้องกันผลกระทบกับเรื่องนี้

    ประกาศฉบับนี้ ผู้ที่ทำสื่อโฆษณาทางอินเทอร์เน็ตอย่างเช่น เว็บไซต์ จะต้องมีการปรับเปลี่ยนเนื้อหาบทความที่อยู่ในเว็บไซต์ ก็จะส่งผลกระทบกับเรื่องคำสืบค้นที่เปลี่ยนไป คำสืบค้นต่างๆ ที่นำมาสร้างประโยค ข้อความ ในการเขียนขายเชิญชวน และโดยมากผู้ใช้งานทั่วไปก็จะใช้วิธี สืบค้นด้วย คุณประโยชน์ สืบค้นด้วยสรรพคุณ การรักษา เรื่องนี้ก็จะส่งผลกระทบกับนักการตลาดว่าจะแก้เกมส์นี้อย่างไร

    ข้อความที่อยู่ตามเว็บไซต์รวมถึง ข้อมูลส่วนหัวของเอกสารเว็บ ที่ใส่ไว้เพื่อการสืบค้นของแต่ละเว็บนั้น ก็จะมีผลกระทบกับเว็บไซต์ หากข้อความเหล่านั้นเป็นข้อความต้องห้าม ก็ต้องมานั่งศึกษาหาข้อมูลกันใหม่ว่า ผู้ที่ต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ของพวกเขาสืบค้นคำว่าอะไร

    หลังจากที่ประกาศนี้บังคับใช้มา เกือบ 1 อาทิตย์ ก็ยังพบว่า ยังไม่มีการตื่นตัวกันในโลกอินเทอร์เน็ต ยังพบรูปภาพ Before After ให้เห็น มีคำว่า โยโย่ ซึ่งเป็นข้อความที่ไม่ให้ใช้ ยังมีการโฆษณาสรรพคุณรักษาหาย ให้เห็นอยู่อีกมาก เชื่อว่าอีกไม่ช้าเราคงได้เห็นคดีเหล่านี้เกิดขึ้นให้เห็นแน่ๆ ครับ

    อ้างอิง
  3.   บ่อยครั้งเรามักจะพบว่า การเปิดไฟล์เอกสาร ของผู้อื่นอาจจะมีการผิดเพี้ยนไปจากต้นฉบับ และหลายครั้งเมื่อเราเข้าเว็บไซต์ ภาษาไทยมักจะพบว่า ภาษาไทยแสดงผลไม่เหมือนกัน และอ่านไม่ออก เป็นตัวอักษรที่ อ่านไม่ได้ ซึ่งเราก็จะพบว่า ปัจจุบันปัญหาแบบนี้ลดน้อยลงไปมาก แต่ก็ยังคงมีให้เห็น ถ้าเราสังเกตให้ดีเราจะพบว่าเว็บไซต์ที่เป็นบริการของภาครัฐหรือบริการของเอกชนบางหน่วยงาน เขาก็จะระบุไว้ที่ด้านล่างว่าบริการนี้ใช้ได้ดีกับ internet explorer Version ต่างๆแบบนี้เป็นต้น


    หลายปีที่ผ่านมาการยื่นภาษี ส่วนบุคคลก็มักจะพบปัญหาว่า ผู้ที่ใช้ระบบปฏิบัติการอื่นๆที่ไม่ใช่ Windows จะไม่สามารถยื่นภาษีออนไลน์ได้แต่ ปีนี้ กลับพบว่าเราสามารถที่จะทำการยื่นภาษีออนไลน์ ผ่านระบบปฏิบัติการ OS x ได้เรียบร้อยแล้ว


     อย่างไรก็ดีก็ยังมีบริการของรัฐ ที่ยังไม่รองรับกับความเป็นมาตรฐาน จำเป็นต้องใช้ ระบบปฏิบัติการ หรือมาตรฐานเดียวกันกับหน่วยงานของรัฐถึงจะสามารถใช้งานได้ปกติ  เช่นการสมัครสมาชิก ขอดูประกาศการประมูลงานภาครัฐของกรมบัญชีกลาง พบว่าจะไม่สามารถสมัครได้ถ้าไม่ใช้ ถ้าไม่ได้ใช้ IE(Internet Explorer) ตามที่กำหนดไว้ ก็จะไม่สามารถลงทะเบียนได้


    ที่พูดมาทั้งหมดนี้ ก็หมายความว่า หลายปีที่ผ่านมา ภาครัฐพยายามรณรงค์ให้ทุกคนหันมาใช้มาตรฐานที่เป็นกลางไม่เอนเอียงไปทางใดทางหนึ่ง เพื่อตอบสนองการใช้งานให้ครอบคลุมมากที่สุด ดังนั้นคำว่ามาตรฐานเปิดจึงเกิดขึ้น 


    ปัญหาแบบนี้ไม่ใช่เกิดกับประเทศไทยเท่านั้น ยังเกิดกับอีกหลายๆประเทศเช่นประเทศในแถบยุโรป ก็มีการรณรงค์กันเพื่อให้ใช้มาตรฐานเปิด หรือที่เรียกว่า Open Standard ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลหรือการเข้าถึงข้อมูล 


    ความคืบหน้าในเรื่องนี้ ปัจจุบัน มาตรฐานของ รหัสภาษา ต่างๆทั่วโลกกำลังอยู่ในมาตรฐานเดียวกันหมดแล้ว ไม่ได้แยกว่าเป็นมาตรฐานอุตสาหกรรมของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นมาตรฐานเปิดที่ทุกประเทศ นำไปใช้ ได้ เราจึงพบว่าภาษาไทยที่อยู่ตามเว็บไซต์ กับภาษาที่อยู่ในระบบฐานข้อมูลจึงมักจะ มีปัญหาน้อยลง หากใครยังใช้มาตรฐานเก่า การปรับปรุง ข้อมูลแลกเปลี่ยนข้อมูลกับ ผู้อื่น ก็จะสร้างปัญหาทันที ยกตัวอย่างเช่น การฟีดข่าวของ กรมบัญชีกลางยังคงใช้ภาษาไทยในมาตรฐานเดิมจึงทำให้ดึงข่าว ไปแสดงผล ตามเว็บไซต์ มีปัญหากับภาษาไทย ต้องมีการ เปลี่ยนแปลงรหัสข้อมูล เสียก่อนถึงจะนำมาใช้ได้ 


    ปัจจุบันการรณรงค์ให้ภาครัฐนั้นทำเว็บไซต์ เพื่อให้รองรับกับการใช้งานของผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่เริ่มมีมากขึ้นและ แต่ก็ยังพบว่า การใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่เข้าถึงข้อมูลตามเว็บไซต์ยังคงมีปัญหาอยู่มากเนื่องจากความไม่เข้าใจของผู้ปฏิบัติงานและผู้ที่ควบคุมงานหรือหัวหน้าส่วนราชการ ยังคงมีความไม่เข้าใจ ต่อเรื่องนี้


    ความคืบหน้าในเรื่องของการแลกเปลี่ยนเอกสาร รวมกัน ปัจจุบันถือว่า ทั่วโลกนั้นทำได้ดีมาก เราสามารถแลกเปลี่ยนเอกสารระหว่างผู้ที่ใช้ Microsoft Office กับผู้ที่ใช้ชุดออฟฟิศอื่นๆที่แตกต่าง สามารถแลกเปลี่ยนเอกสารกันไปมาได้โดยไม่ต้อง ยึดติดว่าแต่ละคนนั้นใช้ โปรแกรมใดสร้างเอกสารขึ้นมา ซึ่งเราเรียกมาตรฐานนี้ว่า Open Document format 

    แต่ด้วยการที่ใช้มาตรฐานแบบเปิดก็จะทำให้ผู้ใช้งานไม่ต้องเรียนรู้วิธีการใหม่ทั้งหมด ยกตัวอย่างการเขียนสุตรคำนวณในตารางผู้ใช้งานสามารถย้ายไปใช้งานกับแอปพลิเคชั่นอื่นได้โดยไม่ต้องเรียนรู้วิธีการใหม่

    ดังนั้นจึงเป็นที่มาของวันนี้ ที่กำลังพูดถึงเรื่องของ Document Freedom Day

    ซึ่งเป็นวันที่เราสร้างความตระหนัก ในการหันมาใช้มาตรฐานเปิด ซึ่งจะมีการเฉลิมฉลองในวันพุธสุดท้ายของเดือนมีนาคมของทุกปี โดยผู้ที่ กำหนดวันนี้ขึ้นมาก็คือ ดิจิตอล Freedom Foundation ซึ่งเริ่มรณรงค์เรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 2016 

    ถึงแม้ว่าจะมีการรณรงค์เรื่องนี้กันมาหลายปี แต่กลับพบว่าปัจจุบัน การผูกขาด ของมาตรฐาน เอกสารออนไลน์ก็เริ่มปรากฏเห็นได้ชัดขึ้นยกตัวอย่างเช่น หากวันนี้เราสร้างเอกสารในรูปแบบออนไลน์ ผู้ที่จะเปิดเอกสารบนออนไลน์ของเราและทำงานร่วมกันได้นั้นก็จะต้องใช้ บัญชีหรือ Account ในรูปแบบเดียวกัน เช่นเราอยากจะใช้ Office 365 ผู้ที่ทำงานร่วมกับเราก็ต้องใช้ Office 365 ด้วย หรือบางคนใช้เอกสารออนไลน์ของ Google คนที่จะเข้ามาร่วมแก้ไขเอกสาร กับเราได้นั้นก็ต้องใช้ Google ด้วยเช่นเดียวกัน แต่สิ่งหนึ่งที่จะต้องแก้ปัญหาเรื่องนี้ก็คือทั้ง 2 platform นั้นจะต้องดาวน์โหลดเอกสารลงมาและเปิดได้โดยไม่ผิดเพี้ยน

    เราจึงพบว่าปัจจุบัน ภาครัฐเองมีการ เช่าใช้ ระบบเอกสารออนไลน์ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงต้องมีการสำรองงบประมาณเพื่อการเช่าใช้ไว้ทุกปี เราสามารถสืบค้นการใช่งบประมาณในส่วนนี้ ได้ที่เว็บไซต์ภาษีไปไหน หากใครสนใจก็ลองไปสืบค้นดูได้ว่างบประมาณในการเช่าใช้เอกสารออนไลน์นั้น แต่ละปีมีจำนวนเท่าไร


    อ้างอิง

    https://en.wikipedia.org/wiki/Open_standard




  4. สัปดาห์นี้มีข่าวเรื่องของ การเก็บภาษี e-Service ซึ่งจะมีผลบังคับใช้เดือนกันยายน 2564 ซึ่งกฏหมายฉบับนี้มีการแก้ไขเพิ่มเติมไปแล้วเมื่อ 10 กุมภาพันธ์ 2564   ภาษี e-Service คือ วิธีการจัดเก็บ VAT จากผู้ให้บริการต่างประเทศ และแพลตฟอร์มต่างประเทศที่ให้บริการทาง Online แก่ผู้ใช้บริการในประเทศไทย ที่มีรายได้จากการให้บริการเกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี โดยให้อำนาจกรมสรรพากรเป็นผู้จัดเก็บ ในอัตรา 7% ต่อปี ซึ่งให้เสียภาษีจาก “ภาษีขาย” โดยไม่ให้นำภาษีซื้อมาหัก

    โดยการแก้ไขเพิ่มเติม ได้นิยาม ศัพท์ คำว่าสินค้าเป็นดังนี้

    สินค้าคือ "ทรัพย์สินที่มีรูปร่างและไม่มีรูปร่างที่อาจมีราคาและถือเอาได้ ไม่ว่าจะมีไว้เพื่อขาย เพื่อใช้ หรือเพื่อการใดๆ และให้หมายความรวมถึงสิ่งของทุกชนิดที่นำเข้า แต่ทั้งนี้ไม่รวมถึงทรัพย์สินที่ไม่มีรูปร่างที่ส่งมอบโดยผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตหรือเครือข่ายทางอิเล็กทรอนิกส์อื่นใด"

    และได้แยกออกเป็น “บริการทางอิเล็กทรอนิกส์” และ “อิเล็กทรอนิกส์แพลตฟอร์ม” 

    “บริการทางอิเล็กทรอนิกส์” หมายความว่า บริการซึ่งรวมถึงทรัพย์สินที่ไม่มีรูปร่างที่ส่งมอบโดยผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตหรือเครือข่ายทางอิเล็กทรอนิกส์อื่นใด ซึ่งลักษณะของบริการ เป็นไปโดยอัตโนมัติในสาระสำคัญ โดยบริการดังกล่าวไม่สามารถกระทำได้หากปราศจากเทคโนโลยีสารสนเทศ

    “อิเล็กทรอนิกส์แพลตฟอร์ม” หมายความว่า ตลาด ช่องทาง หรือกระบวนการอื่นใด ที่ผู้ให้บริการหลายรายใช้ในการให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์แก่ผู้รับบริการ” 

    ดังนั้นถ้าตีความออกมาแล้วบริการของ Google และ บริการ ของ Facebook ก็จะเข้าข่าย อิเล็กทรอนิกส์แพลตฟอร์ม แต่ปัจจุบันบริการต่างๆ มีเยอะมาก เช่น Netflix, App Store ของ Apple, Microsoft Office365 Adobe Creative Clound,  Amazon Web Services

    ปัจจุบันบริษัทเอกชนที่ใช้บริการ แพลตฟอร์มต่างๆ เหล่านี้จ่ายค่าบริการออกไปก็นำไปหักเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทได้ เพื่อนำไปบันทึกบัญชีปลายปีได้แค่นั้น แต่ไม่สามารถนำไปหักเป็นภาษีซื้อได้

    คำถามตามมา กรณีบริการเหล่านั้นไม่ได้จดทะเบียนกับกรมธุรกิจการค้าไทย กรมสรรพากร จะตามเก็บภาษีได้อย่างไร ?

    ข่าวจาก(กรุงเทพธุรกิจ) การบังคับใช้กฎหมาย ทำได้หรือไม่ อย่างไร​ 

    1. สามารถใช้กลไกการตรวจสอบโดยการเชิญพบ หรือออกหมายไปยังผู้ประกอบการเพื่อตรวจสอบและประเมินเรียกเก็บภาษี 

    2. การออกหมายเรียกพยานผู้เกี่ยวข้อง เช่น สถาบันการเงินต่าง ๆ เพื่อขอข้อมูลการทำธุรกรรมผ่านสถาบันการเงิน มาใช้ประกอบการตรวจสอบและประเมินเรียกเก็บภาษี 

    3. การแสดงรายชื่อของผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ผ่านเว็บไซต์ของกรมสรรพากร ทำให้ผู้ใช้บริการหรือผู้ประกอบการต่างประเทศตรวจสอบรายชื่อผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ ซึ่งเป็นวิธีที่นานาประเทศใช้ ซึ่งจะก่อให้เกิดมาตรการลงโทษทางสังคม (Social Sanction) แก่ผู้ประกอบการที่ไม่ยอมจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

    สุดท้ายภาระภาษีก็ตกอยู่กับผู้ใช้บริการ เราก็มาดูกันหลังจากนี้ว่าจะมีบริการใดผลักภาระภาษีมาให้ผู้ใช้บริการบ้าง

    มาดูรายได้ย้อนหลังของ Facebook และ Google กันครับว่าเป็นอย่างไร

    และรายได้ของ Facebook ในประเทศไทย

    จะสังเกตว่า Facebook รายได้ลดลงทุกปี แต่ในขณะที่ Google นั้นเพิ่มขึ้นทุกปี และบางปี Google ก็มาจัดงานให้ความรู้ ทั้งฝั่งนักพัฒนาแอปฯ และฝั่ง SMEs ที่ซื้อโฆษณา

    สำหรับการซื้อสิ้นค้าจากต่างประเทศนั้นเป็นที่รู้กันว่า กรมศุลกากร จะเป็นผู้เก็บภาษีจากผู้ซื้อ ไม่ว่าจะซื้อมาขายหรือซื้อมาใช้งานเองก็ตาม กรณีนี้ยังไม่ได้มี การเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด
    แต่จาก ข่าว(ThaiPBS)เมื่อวันที่ 20 ที่ผ่านมา ผู้ใช้ทวิตเตอร์ทวีตข้อความวิพากษ์วิจารณ์การประเมินภาษีจากการสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศและส่งผ่านไปรษณีย์จนทำให้เกิดแฮชแท็กติดเทรนด์ทวิตเตอร์ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา โดยส่วนใหญ่ระบุว่า กรมศุลกากร ประเมินภาระภาษีและค่าปรับสูงเกินไป และบางส่วนพบปัญหาพัสดุถูกเปิด ทั้งยังมีสิ่งของสูญหาย 

    (ข่าวจาก ThaiPBS)ล่าสุด รายงานจากกรมศุลกากร ระบุว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะมีเจ้าหน้าที่ของกรมศุลกากรฉกฉวยสิ่งของจากกล่องพัสดุ เนื่องจากในกระบวนการเปิดตรวจพัสดุจากต่างประเทศ มีเพียงร้อยละ 1 ของจำนวนพัสดุทั้งหมด และหากจำเป็นต้องเปิดกล่องจะมีเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ร่วมเป็นพยาน และบริเวณเปิดกล่องพัสดุ ยังติดตั้งกล้องซีซีทีวีทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้

    เรื่องนี้ก็เคยเป็นปัญหากับผมเองเช่นกันเจอประเมินภาษีเกินกว่าราคาที่สั่งซื้อมา ทั้งๆ ที่เป็นสินค้าที่ต้อง นำมาประกอบเอง ผมเคยซื้อ meccanoid robot เป็นสินค้าที่จะมาใช้ประกอบการเรียนการสอน STEM สอนเขียนโปรแกรมควบคุม กับเจอภาษีไป มากกว่าราคาสินค้า หากต้องการที่จะให้ทบทวนก็จะยังไม่ให้นำของออกมา จนกว่าเรื่องทบทวนจะแล้วเสร็จซึ่งก็ต้องใช้เวลาอีกหลายสัปดาห์

    อ้างอิง 
    https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/922292
    https://news.thaipbs.or.th/content/302609
  5.  หลังจากที่ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมว่างลง จึงเป็นที่จับตาว่าใครจะมาดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวง ก่อนอื่นเราก็มาดูก่อนว่า ภาระกิจของกระทรวงคืออะไร ถ้าอ่านจากชื่อแล้วก็คือ เพื่อที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมด้วยดิจิทัล


    หากรัฐบาลยุคนี้จะต้องยึดโยงยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่ประกอบไปด้วย 6 ด้าน

    ยุทธศาสตร์ชาติ ด้านความมั่นคง

    ยุทธศาสตร์ชาติ ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน

    ยุทธศาสตร์ชาติ ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์

    ยุทธศาสตร์ชาติ การสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม

    ยุทธศาสตร์ชาติ ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    ยุทธศาสตร์ชาติ ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบบริหารจัดการภาครัฐ

    มาดูทีละด้านที่ผ่านมา 

    ยุทธศาสตร์ชาติ ด้านความมั่นคง ที่ผ่านมาผมให้สอบตกในเรื่องของ การรักษาความสงบภายในประเทศ เพราะปัจจุบันการใช้เทคโนโลยีสร้างความแตกแยกยังคงมีอยู่

    การป้องกันและการแก้ไขปัญหาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคง ที่ผ่านมานโยบายในด้านนี้จะเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ด้วยการปิดเว็บ แต่ในเรื่องของภัยคุกคามทางดิจิทัลที่เกิดใหม่ ที่ใกล้ตัวประชาชน อย่างเช่น แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ปราบปรามได้น้อยมาก

    สอบผ่านผลงานที่ออกมาอย่างกฏหมาย คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล การปิดเว็บ การปิดกลุ่ม และ การควบรวม บริษัท CAT กับ TOT มาเป็น NT 

    ยุทธศาสตร์ชาติ ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน ในด้านนี้เราจะเห็นการส่งเสริม Tech Startup เกิดขึ้นมากมายก็ถือว่าอยู่ในยุทธศาสตร์หัวข้อพัฒนาเศรษฐกิจบนพื้นฐานผู้ประกอบการยุคใหม่ แต่พอประสบกับปัญหา Corona Virus กลับไม่มีกลไกในการเยียวยาอาชีพโปรแกรมเมอร์ แต่กลับบอกว่าเป็นอาชีพที่ไม่มีความเสี่ยง การเข้าถึงแหล่งเงินกู้หรือ Soft loan ที่ภาครัฐออกมาปรากฏว่าทั้ง SME และ Startup ไม่ผ่านเกณฑ์หรือพบกับคำตอบที่ว่าวงเงินเต็ม

    ในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มีความชัดเจนในเรื่องของ อุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับกระทรวงนี้โดยตรง เช่น บริการดิจิทัล ข้อมูล และปัญญาประดิษฐ์ เกษตรอัจฉริยะ อุปสรรคสำคัญของประเทศคือขาดบุคลากร ขาดการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งเรื่องนี้ภาครัฐจะช่วยได้ อุปสรรคทางกฏหมาย กฏหมายบางฉบับใช้มาแล้ว 40 ปี ระบบที่ยังยึดติดกับเอกสาร และ ระบบการประเมินภาษีจากการนำเข้าสินค้าที่สูงเกินกว่าราคาสินค้า หลายคนกล่าวว่า Startup ไทย ไม่สวยใส เหมือน ซีรีส์เกาหลี

    ความสามารถในการแข่งขั้น ที่ผ่านมารัฐสอบตกเรื่องนี้ การส่งเสริมไม่รวดเร็วพอ กฏหมายชาวต่างชาติเข้ามาถือหุ้นไทยก็มีการจำกัดห้ามเกิน 49% คนไทยต้องถือหุ้น 51% เรื่องนี้ทำให้การเข้ามาลงทุนกับ Start up ไม่เป็นที่จูงใจ บางบริการภาครัฐก็แข่งขันกับภาคเอกชน การเข้าถึงการส่งเสริมภาครัฐก็กระจุกตัวอยู่กับกลุ่มคนไม่กี่กลุ่ม 

    ยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์เรื่องนี้ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงดิจิทัล เพราะบุคคลกรด้านดิจิทัล ของเราขาดแคลนแต่กลับพบว่านโยบายบางกระทรวงไม่ส่งเสริมให้ราชการฝึกอบรมกับเอกชน ถึงให้มาก็เบิกค่าอบรมได้น้อยมากและเขียนกฏระเบียบไว้ใน รพบ. เบิกจ่ายที่ใช้มาแล้วยี่สิบกว่าปี ไม่สอดคล้องกับสังคมและเศรษฐกิจ เช่นค่าฝึกอบรมกับเอกชนเบิกได้วันละ 600 บาท แล้วจะพัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ได้อย่างไร

    ยุทธศาสตร์ชาติ การสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม เรื่องของการกระจายศูนย์กลางความเจริญ ทางเศรษฐกิจ สังคมและเทคโนโลยี เรื่องนี้ยังเป็นความพยายามที่รัฐกำลังดำเนินการ อย่างเช่น โครงการ EEC ที่จังหวัดระยอง แต่ในด้านการศึกษา การเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศของนักเรียนชนบทห่างไกลยังขาดแคลนคอมพิวเตอร์ ห้องเรียนคอมพิวเตอร์ อยู่อีกมาก คอมพิวเตอร์ที่ได้รับการจัดสรรจากรัฐก็เก่าจนใช้การไม่ได้ก็ยังมีให้เห็น ทั่วไป อินเตอร์เน็ตประชารัฐก็เข้าถึงแต่ไปหยุดอยู่ที่ อบต. ไม่ได้กระจายต่อลงไปในชุมชน หรือพัฒนาต่อในโครงการศูนย์การเรียนรู้ ICT ชุมชนก็จะเกิดประโยชน์กับประชาชน

    ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีเราแทบไม่เห็นว่า กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมจะสัมผัสด้านนี้เลย เช่นการแก้ปัญหา ค่าฝุ่นละออง จากโรงงานอุตสาหกรรม จากรถยนต์ จากการเผาไร่ ไฟป่า

    ยุทธศาสตร์ชาติ ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบบริหารจัดการภาครัฐ  ในด้านนี้เราพอจะเห็นเรื่องของการสร้างองค์กรรัฐให้มีความโปร่งใส ด้วยการรณรงค์ให้ภาครัฐเปิดเผยข้อมูล การบริหารองค์กร เปิดเผยการมีส่วนร่วมของผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งภายนอกองค์กรและภายในองค์กร และเราก็จะเห็นว่าภาครัฐเริ่มมีโครงการ https://data.go.thเพื่อเปิดเผยข้อมูล การบริหาร การใช่งบประมาณ การบริหารบุคลากร ข้อมูลต่างๆของภาครัฐ และเราจะเห็นเว็บ http://govspending.data.go.th

    และโครงการเชื่อมโยงข้อมูลกันระหว่าภาครัฐกันเองเพื่ออำนวยความสะดวกต่อประชาชน เช่นข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ที่ภาคธุรกิจสามารถเชื่อมต่อข้อมูลออกใบเสร็จหักภาษี ณ ที่จ่าย ได้ถูกต้อง การชำระภาษีนิติบุคคลที่ทำธุรกรรมออนไลน์ได้


    ดังนั้นคุณสมบัติของรัฐมนตรีว่าการกระทรวง

    ต้องเป็นคนที่จะมองภาพรวมของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีเพื่อดำเนินนโยบายให้ตอบโจทย์ในการพัฒนาประเทศ ควรที่จะมีความรู้ความสามารถไม่ใช่แค่วุฒิการศึกษาจบตรง เพราะเรามักจะพบว่านโยบาย มักจะชงมาจากข้าราชการที่ส่งโครงการ ส่งงบประมาณไปให้พิจารณา ดังนั้นเราก็จะเห็นว่า ทั้งหกด้านของยุทธศาสตร์ชาติ จะไม่เข้าประเด็นเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าไม่มีใครชงเรื่องหรือ โครงการให้รัฐมนตรีก็ไม่ได้เกิดโครงการ ดังนั้นรัฐมนตรีต้อง เป็นผู้กำหนดนโยบายเป็นด้วย และ เสริมโครงการจากภาครัฐให้ครอบคุม และส่งเสริมเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

    ต้องเป็นรัฐมนตรีที่มองเห็นความสามารถของคนในประเทศว่าเราก็มีศักยภาพทางการแข่งขั้นเพียงแต่ขาดโอกาส มองเห็นปัญหาจากโครงสร้างราชการ ปัญหาจากกฏหมายที่ล้าหลัง รับฟังปัญหาเพื่อนำไปแก้ไข ไม่ใช้รับฟังปัญหาเพื่อให้เป็นกิจกรรมหนึ่งในการ ทำงานเท่านั้น แล้วทุกอย่างก็เงียบไปหลังจากการประชุมกับผู้ประกอบการจบลง

    อย่าให้คำว่าการแก้กฏหมายเป็นเรื่องยากเพราะจริง ๆ แล้วเป็นเรื่องของสภา หากทำไม่ได้แล้วหน้าที่นี้จะเป็นของใคร